Monday, March 6, 2017

10 หนทางสร้างธุรกิจ แม้ไร้ทุนหนา



"อยากสร้างธุรกิจ แต่ทุนไม่มี ทำไงดีว้าาาาา"

คุณเป็นคนหนึ่งที่คิดแบบนี้ในใจ หรือแม้กระทั้งบ่นให้คนอื่นฟังด้วยมั้ย

ถ้าใช่

บอกเลยคุณอาจคิดสั้นเกินไป อาจไม่เหมาะจะเป็นผู้ประกอบการก็ได้

เพราะอะไร ก็เพราะคุณมองข้อจำกัดมาก่อนสิ่งอื่นใด

และที่น่าเศร้าคือ คุณมอง "เงิน" ว่าสำคัญ ว่าเป็นตัวชี้เป็นชี้ตาย

ว่าเป็นตัวเริ่มต้นของทุกสิ่ง ซึ่งเป็นการมองที่แคบเกินไป



เพราะผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจ คนทำธุรกิจ

พวกเขาคือนักสู้ นักล่า นักผจญภัย นักเสี่ยง

คนสายนี้เขาไม่เอาเวลามาบ่นในสิ่งที่แก้ไม่ได้

แต่เขาจะเอาเวลาไปทำสิ่งที่เขาทำได้ ส่วนทำได้มากได้น้อยก็อีกเรื่อง

แต่เขาจะไม่เสียเวลาอันมีค่ามาเพื่อบ่น บ่น บ่น และบ่นแบบนี้

โดยเฉพาะบ่นเรื่องเงิน



การบ่น คือการพูดในสิ่งที่เราทำอะไรกับมันไม่ได้ ก็เท่ากับทำไปไร้ประโยชน์

แถมยังน่ารำคาญอีกต่างหาก



คนสร้างธุรกิจเขาโฟกัสแต่อะไรที่เขาสามารถทำได้เท่านั้น

พวกเขามองความเป็นไปได้ว่ามีอะไรบ้าง



ถ้ามี 100 เรื่อง คนส่วนใหญ่ที่ไม่สามารถก่อตั้งธุรกิจได้

จะบ่น 99 เรื่องที่เราทำอะไรไม่ได้



ผิดกับเจ้าของธุรกิจที่แม้มีเพียง 1 ใน 100 สิ่งที่เขาทำได้

เขาก็จะโฟกัสไปที่ 1 นั่น แล้วทำให้ 1 สิ่งนั้น นำพาตัวเขา

ไปสู่โอกาสที่จะสร้างธุรกิจได้จริง



ให้นึกภาพคุณปล่อยหนูสักตัวในห้อง

แม้มองดูเหมือนไม่มีรูให้มันรอดออกไป

แต่เชื่อเถอะ ลองปล่อยแล้วดูมันวิ่งสักพัก

มันจะไม่หยุดวิ่ง มันจะวิ่งหาจนหาช่องหารูรอดไปให้จงได้

มันจะไม่หยุดวิ่งจนกว่าจะหารู้นั่นเจอแล้วรอดผ่านไป



คนที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ต้องเป็นแบบหนูตัวนั้น

ไม่ใช่มองไม่เห็นรู ก็หยุดวิ่ง แล้วเอาแต่บ่น บ่น บ่น



มันน่าเสียดายเวลา และเวลาเป็นทรัพยากรโคตรมีค่ายิ่งกว่าเงิน

ถ้าคุณยังใช้ทรัพยากรที่โคตรมีค่าอย่างไร้ประโยชน์เช่นนี้



ไม่แน่ ต่อให้คุณมีเงินทุน คุณก็อาจจะใช้มันอย่าโง่ๆ ก็ได้

คุณอาจเผาผลาญเงินทุนไปจนหมด แล้วยังไม่ได้อะไร

กลับมาเป็นชิ้นเป็นอันก็ได้



"กูจะรวย" ช่วยไกด์ไอเดียว่าถ้าคุณไม่มีทุนจะเริ่มสร้างฝันได้ยังไง

ลองดูตามนี้ แล้วนำไปปรับใช้ หรือต่อยอดกับปัจจัยในชีวิตคุณ



1

เอาตัวเองไปสมัครทำงาน ในธุรกิจที่อยากสร้างเป็นธุรกิจของตัวเอง

ก็ในเมื่อไม่มีเงิน ก็เอาตัวเองไปหาเงินจากสิ่งนั้นซะเลย

เช่น ถ้าอยากเปิดร้านอาหาร ก็ลองไปสมัครเป็นพนักงาน

ในร้านอาหาร จะได้เห็นภาพรวมว่าตั้งแต่เปิดถึงปิดร้าน

มีอะไรต้องทำบ้าง หน้าบ้านหลังบ้านต้องเกี่ยวข้องกันยังไง

จุดยากจุดง่าย มีปัจจัยอะไรต้องคำนึงถึงบ้าง และอื่นๆ

คุณอาจจะเปลี่ยนความคิดใหม่ไปเลยก็ได้ว่า อาจจะไม่เหมาะ

ไม่เหมือนกับที่ตัวเราคิดไว้ ไปทำอย่างอื่นดีกว่า ก็เป็นได้



2

ใช้โทรศัพท์โทรไปขอคำแนะนำ จากคนที่รู้จัก

ที่เขาทำธุรกิจเกี่ยวกับที่ตัวเราสนใจ

ลึกๆ มนุษย์ทุกคนมีความปรารถนาดีที่จะช่วยเหลือคนอื่น

แอบอยู่ลึกๆในจิตใจ กล้าๆติดต่อเพื่อความคำแนะนำ ให้เขาชี้แนะ

แบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ว่าอะไรทำให้เขาสร้างธุรกิจได้

แล้วนำความรู้ที่ได้มาปรับใช้กับธุรกิจของเราบ้าง

และเขาคงไม่คิดเงินค่าพูดจากคุณหรอกนะ แต่ถ้าเขาคิด

ก็ไปหาคนใหม่สิ จะไปเสียเงินทำไมล่ะ



3

เลี้ยงอาหารสักมื้อ ให้คนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับที่ตัวเราสนใจ

มาช่วยแชร์ประสบการณ์

อันนี้คล้ายแบบที่ 2 ในกรณีที่คุณพอมีเงินอยู่บ้าง

ก็อาจจะแก้เขินด้วยการชวนเขามาทานข้าวแล้วบอกว่า

อยากขอความรู้ (บอกไปตรงๆเลยดีกว่า ไม่งั้นเขาอาจคิดว่าคุณกำลังนัดมาขายตรงแทน)

เรากำลังสนใจทำธุรกิจนี้ ที่คิดว่าเขาน่าจะมีประสบการณ์

ให้เขาเป็นฝ่ายเลือกวันเวลาที่เขาสะดวก แล้วเราไปตามคิวนั้น

ธุรกิจมากมายเกิดขึ้นระหว่างทางอาหารร่วมกันนี่แหละ ลองดู

คุยไปคุยมา เขาอาจให้ไอเดียธุรกิจที่ดีกว่ากลับมาก็ได้



4

เริ่มต้นด้วยสิ่งเล็กๆ เท่าที่เงินทุนเรามีพอทำได้

ทำได้แค่ไหน ก็แค่นั้น ถือว่าช่วงทดสอบ

การเริ่มต้นด้วยเงินทุนเยอะๆ ใช่ว่าจะดีเสมอไป

นักธุรกิจหลายคนขอบคุณที่ช่วยเริ่มเขาไม่มีเงินมากนัก

เพระาถ้ามีเงินมากเขาอาจะบ้าใช้เงินจนเกลี้ยงแล้วเจ๊ง

แต่พอมีเงินน้อย ต้องคิดมาก ความคิดดีๆจะโผล่ออกมา

ความคิดสร้างสรรค์ ชอบความกดดัน อันนี้เรื่องจริง

ถ้าภาพฝันคุณต้องมี 50 ล้านเพื่อสร้างธุรกิจ

ลองคิดว่า แล้วถ้ามี 5,000 บาท เราจะทำอะไรได้บ้าง

ให้คุ้มเงินจำนวนเท่านี้ และถือเป็นการทดสอบความคิด

ในวงเงินจำกัด ถ้าหมด เราก็ไม่เดือดร้อนมากนัก



5

หาคนที่สนใจอยากทำธุรกิจเดียวกับเรามาร่วมหุ้น

ถ้าคุณไม่หวงไอเดียมาก เล่าไอเดียธุรกิจให้คนที่คุณไว้ใจ

หรือคิดว่ามีแววมาร่วมงานกันได้ฟัง ถ้าเขาสนใจ

ก็เสนอว่ามาร่วมทำด้วยกันมั้ย ลงเงินเท่าๆ กัน

หรือถ้าเขาเกิดชอบจริงๆ เขาอาจมีทุนมาร่วมกับคุณจำนวนมากก็ดีเลย

แต่ถ้าคุณหวงไอเดีย กลัวคนอื่นได้ยินแล้วเอาไปทำเอง ข้อนี้ก็ลืมไปซะ



6

เงินน้อยก็ต้องใช้ความคิดมาก คิด คิด คิด จะเริ่มได้ยังไงในเงินเท่าที่เรามี

แต่ละธุรกิจก็มีวิธีเริ่มต้นแตกต่างกันไป

ไม่มีใครบอกได้ คุณเท่านั้นที่จะคิดวิธีเริ่มต้นมันได้

ลองสนุกกับข้อจำกัด ถ้าธุรกิจคุณมี 100 สิ่งให้ทำ

ลองคิดให้ดีว่า ถ้ามีเพียง 1 สิ่งที่ทำได้ คุณจะทำอะไรอันดับแรกสุด

เช่น ลองนำไอเดียไปเล่าให้คนรอบตัวฟังสิ พ่อแม่ พี่น้อง ญาติ เพื่อนสนิท

แล้วดูฟีดแบคพวกเขาคิดอย่างไร เปิดใจรับฟังคำวิจารณ์ตรงๆ จากพวกเขา

แค่นี้คุณก็กำลังทำวิจัยตลาดโดยไม่เสียเงินสักบาทได้แล้ว

หรือถ้าคุณต้องผลิต 100 ชิ้น ลองสร้างต้นแบบขึ้นมาแค่ชิ้นเดียวดูมั้ย

และนำข้อมูลที่ได้มาทำงานต่อไป



7

มองรอบตัวมีสิ่งของอะไรที่เราไม่จำเป็นต้องใช้ขายทิ้ง เอามาเป็นทุน

ตามนั้นเลย มีอะไรไม่ได้ใช้ และไร้ประโยชน์จับมารวมๆกัน ประกาศขาย

หาเงินมาทำทุน แถมบ้านช่องจะได้พื้นที่ว่างเพิ่มขึ้นได้

พื้นที่เพิ่ม ไอเดียเพิ่ม เงินทุนเพิ่ม โอกาสเพิ่ม ลองดูๆ

มันต้องมีสิ่งของไร้ประโยชน์ที่พอจะเปลี่ยนเป็นเงินให้คุณได้บ้างสิหน่า



8

เงินไม่มี ต้องลงแรงให้เยอะ

ก็ในเมื่อเราไม่มีเงินทุน เรามีอะไรอีก เรามีทุนแรงไง

ลงมือ กระทำ ลงแรง ลงความทุ่มเทของเราในการสร้างธุรกิจนี้ขึ้นมา

ทำให้ครอบครัว ญาติ หรือเพื่อนๆ คนรอบข้างเห็นว่าเราตั้งใจจริงๆนะ ไม่ได้มาเล่นๆ

เขาอาจจะกลังเฝ้ามองดูคุณอยู่แต่ไม่บอก เพื่อดูว่าคุณจริงจังแค่ไหน แค่ไหนเรียกจริงจัง

เพื่อวันหนึ่งถ้าคุณกล้าเอ่ยปากขอการสนับสนุน

เขาก็พร้อมจะยื่นมือเข้ามาช่วย ทั้งช่วยเรื่องเงินลงทุน

ช่วยเรื่องคำแนะนำ ช่วยเรื่องคอนเนคชั่น หรืออื่นๆ

แต่เราต้องทำในส่วนของเราให้เต็มที่สุดๆซะก่อน

"โชค มักจะเข้าข้างคนที่ลงมือทำเท่านั้น"

"พระเจ้า จะช่วยคนที่ช่วยเหลือตัวเองก่อนเสมอ"

"วันนี้ลำบาก วันหน้าสบาย"

สำนวนพวกนี้เคยได้ยินใช่มั้ยล่ะ นั่นละ ลงมือทำซะให้เต็มที่

ก็เงินไม่มีนี่นา สู้ๆ



9

สิ่งที่เราจะทำ มันเป็นประโยชน์ สร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจอื่นใดที่เกี่ยวข้องบ้างมั้ย

คืองี้ ทุกธุรกิจจะเชื่อมโยงกับธุรกิจอื่นๆ ด้วยในตัว

เช่น ถ้าเราอยากเปิดสำนักงานบัญชี เราก็กำลังสร้างประโยชน์

ให้กับบริษัทที่ไม่มีฝ่ายบัญชีเป็นของตัวเอง

เราอยากเปิดบริษัทออกแบบ เราก็เป็นประโยชน์กับบริษัทที่ไม่มีฝ่ายออกแบบ

พอนึกออกใช่มั้ย คุณก็ลองนำไอเดียธุรกิจไปเสนอกับบริษัทต่างๆ

แล้วดูว่าสิ่งนั้นแทนที่เขาจะลงทุนทำเอง

เขาอาจเห็นข้อดีในธุรกิจของเรา ยินดีมอบค่าจ้างให้คุณทำงานนั้นให้

ค่าจ้างที่คุณได้มาก็คือเงินทุนเริ่มต้นให้คุณทำธุรกิจในฝันได้แล้ว

ค้นหาให้เจอว่าธุรกิจของเรา จะเป็นประโยชน์ให้กับธุรกิจอื่นๆ อะไรได้บ้าง

แล้วไปหาเขาเลยจ้า



10

เสพข่าวสารการสนับสนุนธุรกิจใหม่

คุณต้องหูไวตาไวหัวไว

(ซึ่งมันก็เป็นพื้นฐานของผู้ประกอบการอยู่แล้วนะ

แต่ถ้าคุณไม่มี คุณอาจไม่เหมาะทำธุรกิจเองรึเปล่า)

คุณต้องอ่าน ต้องดู ต้องฟังเยอะๆ ว่ามีที่ไหนที่จัดโครงการแข่งขัน

กิจกรรมประกวดไอเดียธุรกิจ เพื่อมอบเงินทุนให้กับผู้ผ่านการคัดเลือก

จะทั้งภาครัฐ หรือภาคเอกชนก็เอาเถอะ เงินเหมือนกันนี่เนอะ

ศึกษา ทำความเข้าใจ หลักเกณฑ์ เงื่อนไขอะไรต่างๆ ให้ดี

เตรียมตัวให้พร้อมส่งไอเดียเข้าประกวดให้ทันตามกำหนดการ

ถ้าไอเดียคุณมันดีจริง โอกาสได้รับการคัดเลือกก็มีสูง

ปัญหาคือ มันดีจริงรึเปล่า หรือมันดีสำหรับคุณคนเดียวในโลกนี้

คิดได้ก็ไปประกวดเลย กลัวไร เผื่อชนะก็ได้ ใครจะรู้



และนี่คือ 10 แนวทางสำหรับพวกชอบบ่นว่า

"อยากสร้างธุรกิจ แต่ทุนไม่มี ทำไงดีว้าาาาา"

และเชื่อเถอะว่า ในโลกความเป็นจริง

มันยังมีวิธีสร้างธุรกิจได้แม้มีทุนนิดเดียว



อุปสรรคใหญ่หลวงที่สุดของคนเราคือ

จินตนาการของคนนๆ นั้นเอง

คุณคิดได้ 1 คุณก็มีโอกาสแค่ 1



บางคนคิดได้ 5 โอกาสเขาก็มีมากกว่าคุณ 5 เท่า

บางคนคิดได้ 10 โอกาสเขาก็มากกว่าคุณ 10 เท่า



เขาคิดได้มาก โอกาสเขาก็มาก

คุณหล่ะ คิดได้แค่ไหน คุณก็ได้แค่นั้น สัจธรรมนำชีวิต

ติดตามเรื่องราวสนุกๆ พร้อมแง่คิดทางการเงินได้ที่
website : www.gujaruay.com

Tuesday, February 7, 2017

รวยจน ขึ้นอยู่กับเหตุของตัวเอง



รวยจน ขึ้นอยู่กับเหตุของตัวเอง

แปลกแต่จริง ทุกคนอยากร่ำรวยกันทั้งนั้น แต่ลึกลงไปสุดใจ เชื่อหรือไม่ คนส่วนใหญ่ปักหลักให้ตัวเองไม่รวย ตอกย้ำให้ตัวเองยังจนอยู่ และมีความสุขกับการมีชีวิตที่ยากลำบาก เอ้าาา ทำไมเป็นแบบนั้นหล่ะ

สังเกตนะครับ เวลาถามว่า อยากรวยมั้ย ทุกคนตอบทันที อยากสิ บ้าป่าว ใครไม่อยากรวย

ถามต่อไปว่า แล้วทำไมไม่เปลี่ยนตัวเองกลายเป็นคนรวยหล่ะ

หลังจากคำถามนี้ ท้าเลยว่า คุณจะได้ยิน "เหตุแห่งความจน" ออกมาสารพัด เช่น

ความรู้ก็ไม่มี จะเอาอะไรไปสู้เขา
ไม่ได้เรียนมาทางนี้นี่นา
ทำไม่เป็นหรอก ไม่เคยทำมาก่อนอ่ะ
ไม่กล้าพูดต่อหน้าคนเยอะๆ ขาสั่น เหงื่อออก ไม่เอาหรอก
โอ้ย ขายของไม่เป็น ไม่เคยขายอะไรเลยนะ
ไม่ชอบง้อคน พ่อแม่ฉันยังไม่ง้อเลย
คิดใหญ่ไปก็เหมือนคนบ้า เพ้อไปวันๆ
พ่อแม่ไม่ให้ทำหรอก ครอบครัวไม่สนับสนุนเลย
....(ให้คุณเติมคำในช่องว่างเองบ้าง)...
พอยัง เอาอีกมั้ย ไม่ใช่แค่นี้นะ ยังมีอีกเยอะเลยหล่ะ เก่งสุดๆในการหาสาเหตุที่ตอกย้ำว่า

"ฉันจะไม่มีทางเปลี่ยนไปเป็นคนรวยหรอก แม้ฉันจะบอกว่าอยากเป็นคนรวย แต่ลึกๆ ฉันมีความสุข ฉันสบายใจ ฉันเคยชินกับการมีชีวิตที่ต้องดิ้นรนไปวันๆแบบนี้แหละ ถ้าวันนึงจะรวยขึ้นมาได้จริงก็คงดี แต่ชีวิตแบบทุกวันนี้ที่ฉันเป็นแม้ฉันจะไม่ชอบมันนัก แต่ฉันก็โอเคที่ฉันได้อยู่กับความเคยชินเดิมๆเช่นนี้ทุกวัน อย่าไปคิดอะไรมาก ไม่รวยก็อยู่ได้"

แล้วจะเปลี่ยนเป็นคนรวยได้ยังไง(วะเนี่ย)ถ้าคิดแบบนี้ แน่นอนครับ คนเราไม่จำเป็นต้องรวยอะไรมากนักหนา ก็อยู่ได้ จริง ไม่เถียง

แต่ แต่คุณอย่าอยู่ไปแล้วบ่นเบื่อหน่ายกับชีวิต อย่าอยู่แล้วเครียด อย่าอยู่แล้วทุกข์ใจสิ

ถ้าอยู่แบบจนๆแล้วบอกว่า โอเคแล้ว สุขแล้ว ก็ควรมีชีวิตที่เป็นสุขให้จริง อย่าหน้าชื่นอกตรม

แต่ไม่ใช่หรอกครับ คนเรามันปากอย่างใจอย่าง ใจมันอยากรวยจะตาย แต่ไม่คิดหา "เหตุแห่งความรวย" ให้ตัวเองบ้างหล่ะ ไม่มีเลย ให้ตายเถอะ

ทำไมจน เพราะเรามองหา "เหตุแห่งความจน" ได้อย่างครบถ้วน สมบูรณ์แบบให้กับตัวเราได้เสมอ แต่ทำไมไม่เปลี่ยนมามองหา "เหตุแห่งความรวย" ให้ตัวเองบ้าง

คนจน จนเพราะเขาเก่งในการหาเหตุที่ทำให้เขามีชีวิตจนๆได้เสมอ
ก็เช่นกัน ฝั่งตรงข้าม

คนรวย รวยเพราะเขาเก่งในการหาเหตุที่ทำให้เขามีชีวิตรวยๆได้เสมอ

คุณอยากเป็นคนจน หรือคนรวย ก็เป็นได้ด้วย "เหตุที่คุณหามาใส่ตัวเอง" นั่นแล

หากบทความนี้เป็นประโยชน์ หรือสามารถช่วยจุดประกายความคิดของท่านได้
ฝากติดตามผลงานพวกเราด้วยครับ

Website : www.gujaruay.com
Facebook : กูจะรวย
Youtube : กูจะรวย

Sunday, February 5, 2017

อ่านแล้วรวย No.33 : The Fred Factor



คลิ๊กที่นี่เพื่อดู VDO

เราจดจำใครได้
เรามักจดจำคนที่มีชีวิตอยู่เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นได้
.
"คนที่ทำงานเก่งที่สุดในโลก เขาทำอะไรกัน" หนังสือที่ช่วยให้คุณเข้าใจว่าทำไมคนที่ทำงานดี ทำงานเก่ง เขาทำได้เพราะอะไร แล้วเราจะเป็นแบบนั้นบ้างได้มั้ย บอกเลยว่าได้ และใครก็เป็นได้
ถ้าได้อ่านเล่มนี้
.


ถ้าสิ่งที่เราตั้งใจทำ เป็นแรงบันดาลใจ และสร้างประโยชน์ให้กับคุณได้
คุณสามารถให้การสนับสนุน เพื่อเป็นกำลังใจให้เราได้ที่
http://www.paypal.me/pramotekee/49
ขอขอบคุณทุกการสนับสนุนที่คุณมอบให้มา ณ โอกาสนี้

ติดตามความฮาแถมสาระได้ที่
Youtube Channel : gujaruay
Facebook Page : กูจะรวย
Website : http://www.gujaruay.com

อ่านแล้วรวย No.33 : The Fred Factor

Bangkok city skyline

© Photographer: Dmitryp | Agency: Dreamstime.com

เราจดจำใครได้
เรามักจดจำคนที่มีชีวิตอยู่เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นได้
.
"คนที่ทำงานเก่งที่สุดในโลก เขาทำอะไรกัน" หนังสือที่ช่วยให้คุณเข้าใจว่าทำไมคนที่ทำงานดี ทำงานเก่ง เขาทำได้เพราะอะไร แล้วเราจะเป็นแบบนั้นบ้างได้มั้ย บอกเลยว่าได้ และใครก็เป็นได้
ถ้าได้อ่านเล่มนี้
.


ถ้าสิ่งที่เราตั้งใจทำ เป็นแรงบันดาลใจ และสร้างประโยชน์ให้กับคุณได้
คุณสามารถให้การสนับสนุน เพื่อเป็นกำลังใจให้เราได้ที่
http://www.paypal.me/pramotekee/49
ขอขอบคุณทุกการสนับสนุนที่คุณมอบให้มา ณ โอกาสนี้

ติดตามความฮาแถมสาระได้ที่
Youtube Channel : gujaruay
Facebook Page : กูจะรวย
Website : http://www.gujaruay.com

Monday, January 30, 2017

ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักเงิน


ฟังเหมือนท่อนหนึ่งของเพลงดัง
แต่ไม่เกี่ยวอะไรกันเลย
ยิ่งรู้จักอะไร ยิ่งทำให้เรารักเงินหรอ
สิ่งนั้นก็คือ การรู้จัก "ตัวเอง"

ยิ่งรู้จักตัวเองมากเท่าไหร่
ยิ่งส่งผลให้เราใช้เงินเป็นมากขึ้นเท่านั้น
ใช้เงินเป็นมากขึ้น ไม่ใช่ ใช้เงินมากขึ้นนะ
อย่าอ่านสลับสับสนเชียว

เพราะอะไร ก็เพราะว่าเราจะเข้าใจตัวเองดี
ว่าอะไรที่เราต้องการ และอะไรที่เราไม่ต้องการ
อะไรจำเป็นสำหรับเรา อะไรไม่จำเป็นสำหรับเรา
อะไรคือแก่นสาระที่แท้จริงสำหรับเรา และอะไรไร้สาระสำหรับเรา

มีคำว่า "สำหรับเรา"
เพราะทั้งหมดทั้งมวล
มันเริ่มและจบลงตรง "ตัวเรา" นี่เอง

คนอื่นเขามีสิ่งนี้ เราต้องมีมั้ย ถามใจดู
ถ้าเรามีสิ่งที่ยังใช้งานได้ เราก็ไม่ต้องไปซื้อหามาใหม่
แม้มันจะดูเก่า แม้มันจะดูไม่ทันสมัย
หรือดูไม่เก๋ ดูไม่เท่ เราก็ไม่แคร์
เรามีของเรา เรายังใช้งานมันได้อยู่นี่นา

คนอื่นไปที่นั่น ไปดูแสงเหนือ แสงใต้
เราต้องไปด้วยมั้ย
ก็ถ้าเราไม่ได้อยากจะไป ก็ไม่ต้องไป
เราไป เพราะเราอยากไปด้วยตัวเราเองจริงๆ
ไม่ใช่ไปเพื่อให้คนอื่นเห็นว่าเราก็ไปมาเหมือนกัน
แต่จริงๆแล้วฉันไม่เห็นอยากจะไปเลยสักนิด

เราจ่ายเงินเพื่อ
ทำให้คนอื่น.เห็นว่าเราก็ไปเหมือนเธอนะ
ทำให้คนอื่น.เห็นว่าเราก็มีเหมือนเธอนะ
ทำให้คนอื่น.เห็นว่าเราก็ได้เหมือนเธอนะ
ทำให้คนอื่น.เห็นว่าเราก็...เหมือนเธอเลยน่ะ
(เติมคำลงในช่องวางได้ตามใจ)

เราควรควักตังค์ใช้จ่ายเงินของเรา
ไปกับความต้องการที่แท้จริงจากตัวเราเอง
ไม่ใช่ใช้จ่ายเงินเพื่อให้คนอื่นได้รู้ ได้ดู ได้เห็น
อย่าใช้เงินเพียงเพื่อสร้างความ "ทัดเทียม" คนอื่น

ขอยกคำกล่าวนี้มาให้อ่านกันอีก


"มีคนมากมายเหลือเกิน ใช้เงินที่เขาไม่มี
ไปซื้อสิ่งที่เขาไม่ต้องการ เพื่ออวดคนที่เขาไม่ได้ชอบ"


(วิล สมิธ, นักแสดง)

เมื่อคุณใช้เงินแบบนั้น
คุณกำลังแคร์คนอื่น มากกว่าตัวเอง
คุณให้ความสำคัญคนอื่น
มากกว่าตัวคุณเอง

และทำเหมือนตัวเองเป็นคนอื่นไกล
ที่ทำสิ่งต่างๆ ไปโดยไม่รู้ว่า
ตัวเองต้องการ หรือไม่ต้องการอะไร

การมีชีวิตแบบนี้ ช่างน่าสงสารนัก
และถ้าทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ
เงินที่คุณหามาก็จะหมดลง
กับเรื่องของคนอื่น
โดยไม่ได้ใช้ไปกับสิ่งที่ควรใช้
ไปกับเรื่องของตัวเองเลย

ถ้าเรารู้จักตัวเอง.
เราจะใช้เงินฉลาดขึ้นทันที
เราจะคิดง่ายขึ้น คิดถูกต้องมากขึ้น
คิดเชิงคุณค่าต่อตัวเองมากขึ้น
และใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ
และก่อประโยชน์ให้กับตัวเองจริงๆ มากขึ้น

เพราะการไม่รู้จักตัวเอง เราจะใช้เงินไปอย่างโง่งี่เง่า
เมื่อสติกลับมา คุณจะคิดเสียดายกับเงินเหล่านั้น
ถ้าคุณเคยพลาด และวันหนึ่งที่คุณคิดได้ เราขอให้ถือซะว่า
เงินที่จ่ายไปกับเรื่องที่ไม่ได้สร้างคุณค่าให้ตัวเอง
คือ "เงินค่าเล่าเรียน ให้รู้จักตัวเอง" ก็แล้วกัน

ติดตาม กูจะรวยดอทคอม "เรื่องเงิน เรื่องสนุก" ตามลิงค์ด้านล่าง
website : www.gujaruay.com
Facebook : www.facebook.com/gujaruay

Tuesday, January 17, 2017

ลงทุนปี 2560 โดยคุณวีระพงษ์ ธัม

 

  ทุกต้นปีตามธรรมเนียม ผมก็จะมาสรุปมุมมองว่าปีใหม่ 2560 น่าจะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง ซึ่งถ้าดูรวม ๆ แล้ว ก็น่าจะเห็นคล้ายกันว่าทุกภาคส่วนโดยเฉพาะรัฐบาลร่วมด้วยช่วยกันผลักดันให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้น ดูเหมือนหลายอุตสาหกรรมเริ่มผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว เช่นอุตสาหกรรมพลังงาน กลุ่มโภคภัณฑ์รวมถึงเกษตรหลายตัวมีราคาดีขึ้น กลุ่มอุปโภคบริโภคฟื้นตัว แม้แต่กลุ่มส่งออกก็เริ่มเห็นแสงสว่างในบางสินค้า หลังจากติดลบมาสองปีกำไรของบริษัทจดทะเบียนก็น่าจะเพิ่มขึ้นในเกือบทุกกลุ่ม แต่ถ้าจะให้พูดถึงปัจจัยสำคัญที่สุดในปี 2560 ผมคิดว่ามันคือเรื่อง “ความไม่แน่นอน”

            สิ่งที่แน่นอนที่สุดบนโลกใบนี้คือความไม่แน่นอน เป็นวลีที่ผมเห็นด้วยมากขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคที่ทุกอย่างเร็วขึ้น ความไม่แน่นอนก็ยิ่งมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ดูได้จากอายุเฉลี่ยของธุรกิจหรืออุตสาหกรรมก็ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ การคาดการณ์อนาคตจึงเริ่มเป็นสิ่งที่ยากขึ้น และดูเหมือนไร้ประสิทธิภาพมากขึ้น กูรูทางเศรษฐศาสตร์หลายท่านถึงขนาดบอกว่าปัจจุบันเราคาดการณ์เศรษฐกิจได้ราว ๆ ไตรมาสข้างหน้าเท่านั้น บางครั้งผมยังรู้สึกว่าการทำนายเหตุการณ์ใกล้ ๆ ตัวอย่างเช่น Brexit หรือเลือกตั้งประธานาธิปดีสหรัฐ ยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

            เมื่อความไม่แน่นอนคือ Theme หลักของปีนี้ เราจะทำอย่างไรได้บ้าง? สิ่งที่ดีที่สุดคือ ต้องจดจ่อทำสิ่งที่เราสามารถ “ทำได้แน่นอน” ในความไม่แน่นอน เช่น เราไม่จำเป็นต้องไปคาดการณ์ว่าเราจะมีอายุขัยเท่าไหร่ หรือสุขภาพเราจะดีตลอดหรือไม่ จะเป็นโรคร้ายมั๊ย เพราะมันคือความไม่แน่นอน แต่เราทำในสิ่งที่ทำได้แล้วดีแน่นอน เช่นการออกกำลังกาย หรือการดูแลอาหาร นี่คือการใช้สิ่งที่ “ทำได้แน่นอน” สู้กับ “ความไม่แน่นอน”

            ความคิดแรกสำหรับเรื่องการลงทุน ต้องมองความไม่แน่นอนเป็นโอกาส ไม่ใช่อุปสรรค วันที่อนาคตประเทศอังกฤษไม่แน่นอนที่สุด คือวันที่กองทัพนาซีเยอรมันเปิดศึกทิ้งระเบิดกรุงลอนดอน แต่วันนั้นคือวันที่ดัชนีหุ้นอังกฤษ FTSE ลงไปที่จุดต่ำที่สุด นี่คือโอกาสซื้อหุ้นไม่ใช่ขาย บัฟเฟตต์เคยพูดว่า อเมริกันพบแต่ความไม่แน่นอนตั้งแต่สร้างประเทศในปีคศ. 1776 ผ่านทั้งสงครามร้อนเย็นนับไม่ถ้วน ความไม่แน่นอนคือเพื่อนของนักลงทุนระยะยาว แต่ปัญหาของนักลงทุนส่วนใหญ่คือ ทุก ๆ วันเราจดจ่อกับความไม่แน่นอนปลีกย่อยมากเกินไป ในขณะที่บางครั้งเรากลับโลภจนลืมคิดถึงมันไปเลย

            ความคิดที่สอง คือ เราจำเป็นต้องสร้างพอร์ตโฟลิโอที่แข็งแรงตลอดเวลา นั่นคือการกระจายความเสี่ยงอยู่ในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย บางครั้งการกระจายพอร์ตอาจทำให้ผลตอบแทนลดลง เราอยากอัดซื้อหุ้นไม่กี่ตัวและให้หุ้นขึ้นเป็นเด้ง ๆ แต่ในสถานการณ์บางอย่าง หุ้นหลายตัวก็สร้างความผิดพลาดมหาศาลซึ่งในประวัติศาสตร์ก็มีให้เห็นได้นักต่อนัก และการกระจายพอร์ตหุ้นในปัจจุบันก็สามารถไปลงทุนต่างประเทศซึ่งก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง นอกจากนั้นเราต้องมีหุ้นที่ “ราคาต่ำกว่ามูลค่า” และ “เข้มแข็ง” วิธีเดียวที่ทำได้คือ เราต้องพยายามหาหุ้นใหม่ที่ดีกว่าหุ้นในพอร์ตเราเสมอ ๆ นี่คือ “กรอบความคิด” ที่ทำได้ยาก เพราะของ ๆ เรา หรือหุ้นในพอร์ตเรา จะทำให้เรามีอคติคิดว่าหุ้นหน้าตา คุณภาพดีกว่าหุ้นคนอื่นเสมอ

            ความคิดที่สาม คือ อย่าสับสนระหว่าง “ความแน่นอน” และ “ความไม่แน่นอน” นี่คือสิ่งที่ทำได้ยากเพราะเราจะตกอยู่ใน “อุปทานหมู่” ได้ง่าย เช่นในปีคศ. 2000 อินเตอร์เน็ตทำให้ทุกคนคิดว่า Dotcom คือเศรษฐกิจในอนาคต “อย่างแน่นอน” แต่มันพิสูจน์แล้วว่ามันต้องใช้เวลามากกว่านั้น ณ เวลานั้น มันคือ “ความไม่แน่นอน” อย่างมาก เพราะธุรกิจ Dotcom กว่า 99% ล้มละลายในช่วงเวลานั้น แม้กระทั่งเศรษฐกิจไทยที่เรามองว่าไทยจะเป็นเสือตัวที่ 5 “อย่างแน่นอน” แต่จุดจบคือฟองสบู่ครั้งใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นไทย สิ่งที่แยกระหว่างความแน่นอน และความไม่แน่นอนได้ดีที่สุดคือ “กำไรกิจการ” เพราะนี่คือ “ของจริง” ถ้ากำไรมายิ่งช้าเท่าไร่ เราต้องบอกว่ามัน “ไม่แน่นอน” มากขึ้นเท่านั้น

            ความคิดที่สี่ คือ การลงทุนในตัวเองคือการลงทุนที่ผลตอบแทนแน่นอนที่สุด เราต้องอย่าลืมลงทุนในตัวเอง ตั้งแต่เรื่องลงทุนออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง ลงทุนในความรู้ให้เรามีความรู้กว้างและลึกเพื่อให้สามารถ “คิด วิเคราะห์ แยกแยะ” สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม ลงทุนในความสัมพันธ์ต่อครอบครัว ผู้อื่น และสังคม เพื่อให้เราไม่ลืมบางอย่างไว้ข้างหลัง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยให้การลงทุนไปข้างหน้าของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น

            ความคิดที่ห้า คือ ความไม่แน่นอนนั้นไม่น่ากลัว ตราบใดที่เรามี “สติ” สถานการณ์หุ้นและความผันผวนจะสร้าง “โอกาส” หรือ “ความเสี่ยง” ขึ้นอยู่กับสติของเรา ประธานาธิปดีสหรัฐกล่าวไว้ว่า “สิ่งเดียวที่เราต้องกลัวคือความกลัว” บัฟเฟตต์พูดไว้ว่า “ความล้มเหลวของนักลงทุน มาจากความหยิ่งยะโส ความโลภ ความอิจฉา ความกลัว และการเลียนแบบผู้อื่น” และผมคิดว่าทั้งหมดนี้จะลดลงได้ถ้าเราดำรงไว้ซึ่งสติให้มั่นคง

            ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการลงทุน ในธุรกิจ และในชีวิตตนเองและครอบครัวในปีไก่นี้ครับ